การจดทะเบียนบริษัทภายใต้สนธิสัญญาไมตรีไทย–สหรัฐอเมริกา

ชาวอเมริกันมีสิทธิพิเศษในการประกอบธุรกิจในประเทศไทยภายใต้สนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2511 (Thai–American Treaty of Amity)

สนธิสัญญาดังกล่าวเปิดโอกาสให้บุคคลสัญชาติอเมริกันสามารถถือหุ้นหรือเป็นเจ้าของบริษัทในประเทศไทยได้สูงสุด 100% และประกอบธุรกิจภายใต้ความคุ้มครองของสนธิสัญญา โดยมีข้อยกเว้นสำหรับธุรกิจบางประเภทที่คู่ภาคีสงวนสิทธิไว้

การประกอบธุรกิจภายใต้สนธิสัญญานี้เป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนชาวอเมริกันที่ต้องการจัดตั้งบริษัทและดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

1. สนธิสัญญาไมตรีไทย–สหรัฐอเมริกา คืออะไร

สนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2511 เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ซึ่งให้สิทธิและความคุ้มครองด้านการประกอบธุรกิจแก่บุคคลและนิติบุคคลสัญชาติอเมริกันตามเงื่อนไขที่กำหนด

ภายใต้สนธิสัญญาดังกล่าว ชาวอเมริกันสามารถจัดตั้งบริษัทและถือหุ้นในบริษัทได้ 100% สำหรับธุรกิจที่ได้รับความคุ้มครอง

ผู้ประกอบธุรกิจที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสามารถดำเนินการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจภายใต้สนธิสัญญา แทนการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวตามขั้นตอนทั่วไป ทั้งนี้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

2. คุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามสนธิสัญญา

บุคคลที่มีสิทธิขอรับความคุ้มครองเพื่อประกอบธุรกิจในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

2.1 บุคคลธรรมดาสัญชาติอเมริกัน

บุคคลธรรมดาที่ถือสัญชาติสหรัฐอเมริกาสามารถขอรับความคุ้มครองภายใต้สนธิสัญญา เพื่อประกอบธุรกิจในประเทศไทยได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด

2.2 นิติบุคคลสัญชาติอเมริกัน

นิติบุคคลที่ต้องการขอรับความคุ้มครองภายใต้สนธิสัญญาต้องมีองค์ประกอบสำคัญดังต่อไปนี้

1. การจัดตั้งนิติบุคคล

ต้องเป็นนิติบุคคลที่ก่อตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศไทยหรือสหรัฐอเมริกา

2. สัดส่วนการถือหุ้น

ทุนส่วนใหญ่ของนิติบุคคลต้องเป็นของบุคคลสัญชาติอเมริกัน

3. สัญชาติของกรรมการบริษัท

กรรมการมากกว่าครึ่งหนึ่งต้องเป็นบุคคลสัญชาติอเมริกันหรือสัญชาติไทย

4. กรณีมีกรรมการผู้มีอำนาจลงนามเพียงคนเดียว

หากบริษัทกำหนดให้กรรมการคนหนึ่งมีอำนาจลงนามแทนบริษัท กรรมการผู้นั้นต้องไม่เป็นบุคคลสัญชาติที่สาม

5. กรณีมีกรรมการหลายคนลงนามร่วมกัน

หากบริษัทกำหนดให้กรรมการหลายคนมีอำนาจลงนามร่วมกัน กรรมการส่วนใหญ่ที่มีอำนาจลงนามต้องไม่เป็นบุคคลสัญชาติที่สาม

นอกจากนี้ หากบริษัทมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นบริษัทอเมริกัน จะต้องพิจารณาสัญชาติของกรรมการบริหารของบริษัทอเมริกันที่ถือหุ้นส่วนใหญ่ด้วย

3. ธุรกิจที่ไม่ได้รับความคุ้มครองภายใต้สนธิสัญญาไมตรีไทย–สหรัฐอเมริกา

แม้ว่าสนธิสัญญาจะให้สิทธิพิเศษแก่ชาวอเมริกันในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย แต่มีธุรกิจบางประเภทที่คู่ภาคีสงวนสิทธิไว้

ธุรกิจที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตามสนธิสัญญาประกอบด้วย

1. ธุรกิจการคมนาคม

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคมตามประเภทที่สงวนสิทธิไว้

2. ธุรกิจการขนส่ง

ธุรกิจเกี่ยวกับการขนส่งที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามสนธิสัญญา

3. ธุรกิจรับดูแลทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น

กิจการที่ทำหน้าที่รับดูแลหรือจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่นตามประเภทที่สงวนสิทธิ

4. ธุรกิจธนาคารที่เกี่ยวกับการรับฝากเงิน

กิจการธนาคารที่เกี่ยวข้องกับการรับฝากเงิน

5. ธุรกิจแสวงหาประโยชน์จากที่ดินหรือทรัพยากรธรรมชาติ

กิจการที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาประโยชน์จากที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ

6. ธุรกิจการค้าภายในเกี่ยวกับผลิตผลทางเกษตรพื้นเมือง

กิจการค้าภายในประเทศที่เกี่ยวข้องกับผลิตผลทางการเกษตรพื้นเมือง

สำหรับธุรกิจทั้ง 6 ประเภทดังกล่าว บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลสัญชาติอเมริกันไม่สามารถอาศัยสิทธิพิเศษภายใต้สนธิสัญญาเพื่อยกเว้นข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องได้

4. การประกอบธุรกิจที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตามสนธิสัญญา

หากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลสัญชาติอเมริกันประสงค์จะประกอบธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มกิจการสงวนสิทธิ จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เช่นเดียวกับคนต่างด้าวสัญชาติอื่น

ดังนั้น ก่อนจัดตั้งบริษัทหรือเริ่มประกอบธุรกิจในประเทศไทย ควรตรวจสอบประเภทกิจการให้ชัดเจนว่าอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของสนธิสัญญาหรือไม่

5. ขั้นตอนการขอรับความคุ้มครองภายใต้สนธิสัญญาไมตรีไทย–สหรัฐอเมริกา

บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลสัญชาติอเมริกันที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจภายใต้สนธิสัญญา ต้องดำเนินการขอรับความคุ้มครองตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

การขอหนังสือรับรองจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

ผู้ขอรับความคุ้มครองต้องดำเนินการขอให้สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยออกหนังสือรับรองสถานะของผู้ขอรับความคุ้มครอง

หนังสือดังกล่าวจะใช้ประกอบการยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อรับรองว่าผู้ยื่นคำขอเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลสัญชาติอเมริกันที่มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามสนธิสัญญา

โดยหนังสือรับรองต้องแสดงข้อมูลเกี่ยวกับสถานะสัญชาติและความประสงค์ในการประกอบธุรกิจในประเทศไทยภายใต้ความคุ้มครองของสนธิสัญญา

การยื่นคำขอต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เมื่อได้รับเอกสารรับรองจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาแล้ว ผู้ขอรับความคุ้มครองสามารถดำเนินการยื่นคำขอและเอกสารประกอบต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ที่กำหนด

เจ้าหน้าที่จะพิจารณาคุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอ โครงสร้างการถือหุ้น สัญชาติของกรรมการ และประเภทกิจการที่ต้องการประกอบธุรกิจ

6. ประโยชน์ของการจดทะเบียนบริษัทภายใต้สนธิสัญญาไมตรีไทย–สหรัฐอเมริกา

การประกอบธุรกิจภายใต้สนธิสัญญาไมตรีไทย–สหรัฐอเมริกามีประโยชน์สำหรับนักลงทุนชาวอเมริกันหลายประการ ได้แก่

1. สามารถถือหุ้นในบริษัทได้ 100%

ชาวอเมริกันสามารถถือหุ้นหรือเป็นเจ้าของบริษัทในประเทศไทยได้ทั้งหมด สำหรับกิจการที่เข้าเงื่อนไขได้รับความคุ้มครองตามสนธิสัญญา

2. ลดข้อจำกัดด้านสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติ

สนธิสัญญาช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจสัญชาติอเมริกันสามารถดำเนินกิจการบางประเภทได้โดยไม่ต้องมีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยตามสัดส่วนที่กฎหมายทั่วไปอาจกำหนดไว้

3. มีสิทธิประกอบธุรกิจภายใต้ความคุ้มครองของสนธิสัญญา

ผู้ประกอบธุรกิจที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสามารถดำเนินธุรกิจภายใต้สิทธิและความคุ้มครองที่สนธิสัญญากำหนด

4. สามารถวางแผนการลงทุนและโครงสร้างบริษัทได้อย่างชัดเจน

การทราบสิทธิและข้อจำกัดทางกฎหมายตั้งแต่ก่อนจัดตั้งบริษัท ช่วยให้นักลงทุนสามารถเลือกโครงสร้างธุรกิจที่เหมาะสมกับกิจการของตนเองได้

7. บริการให้คำปรึกษากฎหมายเกี่ยวกับสนธิสัญญาไมตรีไทย–สหรัฐอเมริกา

สำนักงานกฎหมายอนันต์ รีเกิล เซอร์วิส (Anan Legal Services) ให้บริการปรึกษากฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของชาวอเมริกันในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้สนธิสัญญาไมตรีไทย–สหรัฐอเมริกา

เราให้คำแนะนำเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ประกอบธุรกิจ สัดส่วนการถือหุ้น โครงสร้างกรรมการบริษัท และข้อจำกัดของประเภทกิจการตามสนธิสัญญา

การได้รับคำปรึกษาทางกฎหมายก่อนดำเนินการจัดตั้งบริษัทจะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจเข้าใจสิทธิ หน้าที่ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน

8. ติดต่อปรึกษาทนายความเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของชาวอเมริกันในประเทศไทย

สำนักงานกฎหมายอนันต์ รีเกิล เซอร์วิส (Anan Legal Services)

ให้บริการปรึกษากฎหมายสำหรับชาวอเมริกันที่ต้องการประกอบธุรกิจและจัดตั้งบริษัทในประเทศไทยภายใต้สนธิสัญญาไมตรีไทย–สหรัฐอเมริกา

เรามุ่งเน้นการให้คำปรึกษาอย่างโปร่งใส การตรวจสอบข้อกฎหมายและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถวางแผนการประกอบธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างเหมาะสม

โทรศัพท์: 081-750-3053

หมายเหตุ: สิทธิภายใต้สนธิสัญญาไมตรีไทย–สหรัฐอเมริกาเป็นสิทธิด้านการประกอบธุรกิจ ไม่ใช่การอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยโดยอัตโนมัติ การทำงานจริงอาจต้องมีวีซ่าและใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการจดทะเบียนและใบอนุญาตของกิจการแต่ละประเภท

Scroll to Top